ลำไส้ดี.comNeutral Gut Knowledge Hub
P1 · ลำไส้ & การขับถ่าย · เครื่องมือสังเกต

Bristol Stool Scale คืออะไร พร้อม Self-check และ 7-Day Diary

Bristol Stool Scale (BSS) คือมาตรวัดลักษณะอุจจาระ 7 ประเภทที่พัฒนาจากงานวิจัยปี 1997 ใช้เป็น “ภาษากลาง” อธิบายรูปร่างและความแข็ง-เหลวของอุจจาระ หน้านี้อธิบายทั้ง 7 ประเภท วิธี self-check การบันทึก 7 วัน และย้ำว่าเป็นเครื่องมือสังเกต ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค

อ่านประมาณ 15 นาทีทบทวน 20 ก.ค. 2026
ภาพประกอบมาตรวัดลักษณะอุจจาระ Bristol Stool Scale สำหรับสังเกตแนวโน้มการขับถ่าย
ภาพประกอบมาตรวัดลักษณะอุจจาระ Bristol Stool Scale สำหรับสังเกตแนวโน้มการขับถ่าย
Bristol Stool Scale ใช้ทำอะไร: Bristol Stool Scale (BSS) คือมาตรวัดลักษณะอุจจาระที่แบ่งเป็น 7 ประเภทตามรูปร่างและความแข็ง-เหลว พัฒนาโดย Lewis และ Heaton (1997) เพื่อใช้เป็นตัวแทนคร่าว ๆ ของระยะเวลาที่อาหารเดินทางผ่านลำไส้ ประเภท 1-2 มักสัมพันธ์กับการเคลื่อนตัวช้า (แนวโน้มท้องผูก) ประเภท 3-4 ถือเป็นลักษณะที่ต้องการ และประเภท 6-7 สัมพันธ์กับการเคลื่อนตัวเร็ว (แนวโน้มถ่ายเหลว) เครื่องมือนี้ใช้ “สังเกตแนวโน้ม” ของตัวเองเมื่อเวลาผ่านไป ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค การเห็นตัวเลขผิดปกติครั้งเดียวไม่ได้แปลว่าป่วย แต่หากมีสัญญาณเตือนควรพบแพทย์
สารบัญหน้านี้
  1. Bristol Stool Scale คืออะไร มาจากไหน
  2. อุจจาระ 7 ประเภทตาม BSS
  3. อ่านผลอย่างไร ประเภทไหนหมายถึงอะไร
  4. เครื่องมือสังเกต ไม่ใช่การวินิจฉัย
  5. วิธี Self-check ให้ตรงและไม่หลอกตัวเอง
  6. แนวคิด 7-Day Stool Diary
  7. อะไรทำให้ประเภทเปลี่ยนในแต่ละวัน
  8. สัญญาณเตือนที่ควรพบแพทย์
  9. คำถามที่พบบ่อย
  10. แหล่งอ้างอิงหลัก

หลายคนสงสัยว่าอุจจาระของตัวเอง “ปกติไหม” แต่คำว่าปกติแบบพูดลอย ๆ มักตีความยาก Bristol Stool Scale ช่วยเปลี่ยนความรู้สึกคลุมเครือให้กลายเป็นการสังเกตที่มีภาษากลาง เพื่อดูแนวโน้มของตัวเองอย่างเป็นระบบ หน้านี้จึงเน้นการใช้เพื่อ “สังเกต” ไม่ใช่การตัดสินว่าเป็นโรค

เนื้อหานี้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล การแปลผลลักษณะอุจจาระด้วยตนเองไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีอาการผิดปกติหรือสัญญาณเตือนควรพบแพทย์

จากคำว่า “ปกติไหม” สู่การสังเกตที่มีภาษากลาง

หน้าตาเครื่องมือหรือ checklist ที่อ่านง่ายและไม่เก็บข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล
หน้าตาเครื่องมือหรือ checklist ที่อ่านง่ายและไม่เก็บข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล

Bristol Stool Scale คืออะไร และมาจากไหน

Bristol Stool Scale (บางครั้งเรียก Bristol Stool Form Scale หรือ BSS) คือมาตรวัดที่ใช้จัดกลุ่มลักษณะของอุจจาระออกเป็น 7 ประเภท เรียงจากแข็งเป็นก้อนแยกไปจนถึงเหลวเป็นน้ำ เครื่องมือนี้พัฒนาโดย Stephen Lewis และ Ken Heaton แห่งมหาวิทยาลัย Bristol และตีพิมพ์ในวารสาร Scandinavian Journal of Gastroenterology เมื่อปี 1997 จุดประสงค์ดั้งเดิมคือหา “ตัวแทนอย่างง่าย” ของระยะเวลาที่อุจจาระเดินทางผ่านลำไส้ (colon transit time) เพราะการวัดเวลาเดินทางจริง ๆ ในทางคลินิกทำได้ยากและยุ่งยาก ผู้วิจัยพบว่ารูปร่างและความแข็ง-เหลวของอุจจาระสัมพันธ์กับเวลาที่ใช้เดินทาง กล่าวคือ อุจจาระที่ค้างในลำไส้ใหญ่นานจะถูกดูดน้ำกลับมากและออกมาเป็นก้อนแข็ง ส่วนอุจจาระที่เคลื่อนตัวเร็วจะมีน้ำมากและเหลวกว่า

สิ่งที่ทำให้ BSS ได้รับความนิยมทั่วโลกคือมันเปลี่ยนเรื่องที่พูดยากและน่าอายให้กลายเป็น “ภาษากลาง” ที่คนไข้และบุคลากรสุขภาพใช้สื่อสารตรงกันได้ แทนที่จะบอกว่า “ถ่ายแข็งนิดหน่อย” ซึ่งแต่ละคนตีความไม่เหมือนกัน การบอกว่า “ประเภท 2” ให้ภาพที่ชัดเจนกว่า ด้วยเหตุนี้ BSS จึงถูกนำไปใช้ทั้งในการวิจัย การประเมินอาการท้องผูกหรือท้องเสีย และในชีวิตประจำวันเพื่อให้คนสังเกตตัวเองได้ อย่างไรก็ตาม การที่เครื่องมือนี้เรียบง่ายและใช้ง่ายก็เป็นดาบสองคม เพราะทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่ามันคือ “แบบทดสอบวินิจฉัยโรค” ซึ่งไม่ใช่

ประเด็นสำคัญ: BSS ถูกออกแบบมาเพื่อ “อธิบายและติดตามลักษณะอุจจาระ” ให้สื่อสารตรงกัน ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อบอกว่าคุณเป็นโรคอะไร ตัวเลขประเภทเป็นจุดตั้งต้นของการสังเกต ไม่ใช่คำตัดสิน

อุจจาระ 7 ประเภทตาม Bristol Stool Scale

BSS แบ่งลักษณะอุจจาระตามรูปร่างและปริมาณน้ำออกเป็น 7 ประเภทดังนี้ โดยประเภทที่มีตัวเลขน้อยจะแข็งและแห้งกว่า (สัมพันธ์กับการค้างในลำไส้นาน) และประเภทที่ตัวเลขมากจะเหลวกว่า (สัมพันธ์กับการเคลื่อนตัวเร็ว) การจำภาพรวมนี้ช่วยให้อ่านตารางด้านล่างได้เข้าใจง่ายขึ้น

อ่านผลอย่างไร แต่ละกลุ่มหมายถึงอะไร

วิธีอ่านผลที่ตรงกับเจตนาของเครื่องมือคือมองเป็น “สามกลุ่มแนวโน้ม” มากกว่าจำเป็นเลขเป๊ะ ๆ กลุ่มแรกคือ ประเภท 1-2 ซึ่งแข็งและแห้ง สัมพันธ์กับการที่อุจจาระค้างในลำไส้ใหญ่นานจนถูกดูดน้ำกลับมาก มักเป็นภาพของแนวโน้มท้องผูก ขับถ่ายลำบากหรือต้องเบ่ง กลุ่มที่สองคือ ประเภท 3-4 ซึ่งงานวิจัยและแนวทางปฏิบัติทั่วไปถือว่าเป็นลักษณะที่ต้องการ เพราะขับถ่ายได้สบายและมีปริมาณน้ำพอดี ไม่แข็งจนเจ็บและไม่เหลวจนคุมไม่ได้ กลุ่มที่สามคือ ประเภท 6-7 ซึ่งเหลวและมีน้ำมาก สัมพันธ์กับการเคลื่อนตัวเร็ว เป็นภาพของแนวโน้มถ่ายเหลว ส่วน ประเภท 5 มักถือเป็นเขตกึ่งกลางที่ยังพอรับได้ แต่เริ่มเอนไปทางเคลื่อนตัวเร็ว โดยเฉพาะถ้าเกิดบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือ “ประเภทที่ต้องการ” ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องได้ประเภท 4 ทุกวัน ความแปรปรวนวันต่อวันเป็นเรื่องปกติ อาหารมื้อหนึ่ง การดื่มน้ำน้อยในวันที่อากาศร้อน หรือการเดินทางที่ทำให้กิจวัตรเปลี่ยน ล้วนทำให้ตัวเลขขยับได้ ความหมายที่แท้จริงของ BSS จึงอยู่ที่การดู “แนวโน้มของตัวเองเมื่อเทียบกับภาวะปกติเดิม” มากกว่าการเทียบตัวเองกับคนอื่นหรือกับเลขในอุดมคติ หากปกติคุณอยู่ที่ประเภท 4 แล้วจู่ ๆ เลื่อนไปประเภท 1-2 ต่อเนื่องหลายวัน นั่นคือสัญญาณให้ทบทวนน้ำ ใยอาหาร และกิจวัตร ไม่ใช่การได้ประเภท 3 ในวันเดียว

อ่านเพิ่มเติมว่าอะไรคือลักษณะการขับถ่ายที่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ได้ที่ การขับถ่ายที่ปกติเป็นอย่างไร และวิธีสังเกตรูปแบบการขับถ่ายของตัวเองอย่างเป็นระบบที่ รูปแบบอุจจาระที่ควรสังเกต

เครื่องมือสังเกต ไม่ใช่การวินิจฉัย

นี่คือหัวใจของการใช้ BSS อย่างถูกต้อง เครื่องมือนี้บอกได้เพียง “ลักษณะทางกายภาพของอุจจาระ” ซึ่งเป็นเพียงชิ้นส่วนหนึ่งของภาพสุขภาพลำไส้ทั้งหมด มันไม่ได้บอกสาเหตุ ไม่ได้บอกว่ามีโรคหรือไม่ และไม่สามารถแยกได้ว่าอาการถ่ายเหลวเกิดจากอาหารเป็นพิษชั่วคราว จากยา หรือจากภาวะที่ต้องได้รับการดูแล การนำตัวเลขประเภทมาสรุปเองว่า “ฉันเป็นโรคนั้นโรคนี้” จึงเป็นการใช้เครื่องมือเกินขอบเขต งานวิจัยดั้งเดิมเองก็ระบุว่า BSS เป็น “ตัวแทนคร่าว ๆ” ของเวลาเดินทางในลำไส้ ไม่ใช่การวัดที่แม่นยำสมบูรณ์ และความสัมพันธ์นี้อ่อนลงในบางกรณี

การวินิจฉัยโรคใด ๆ ต้องอาศัยการประเมินโดยแพทย์ ซึ่งรวมข้อมูลหลายด้าน ทั้งประวัติอาการ ระยะเวลา อาการร่วม การตรวจร่างกาย และบางครั้งการตรวจเพิ่มเติม BSS มีประโยชน์ในฐานะ “ข้อมูลประกอบ” ที่ช่วยให้คุณเล่าอาการให้แพทย์ฟังได้ชัดขึ้น เช่น บอกได้ว่าช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่ประเภท 6-7 เกือบทุกวัน ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีค่ากว่าการบอกลอย ๆ ว่า “ถ่ายเหลว” แต่ตัวเครื่องมือเองไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

ตัวอย่างสมมติการใช้เครื่องมือโดยไม่แสดงข้อมูลบุคคลจริง
ตัวอย่างสมมติการใช้เครื่องมือโดยไม่แสดงข้อมูลบุคคลจริง

ได้ประเภท 1 หนึ่งวัน ไม่ได้หมายความว่าเป็นโรค

อุจจาระแข็งวันเดียวมักสัมพันธ์กับน้ำน้อย ใยอาหารน้อย หรือกิจวัตรเปลี่ยนสิ่งที่มีความหมายคือรูปแบบที่เปลี่ยนต่อเนื่อง หรือมีสัญญาณเตือนร่วม ซึ่งต้องให้แพทย์ประเมิน

วิธี Self-check ให้ตรงและไม่หลอกตัวเอง

การ self-check ด้วย BSS ให้ได้ประโยชน์จริงต้องทำอย่างเป็นระบบเล็กน้อย ไม่ใช่แค่มองผ่าน ๆ หลักง่าย ๆ คือสังเกต “ลักษณะจริง” ในแต่ละครั้งที่ขับถ่าย แล้วจับคู่กับประเภทที่ใกล้เคียงที่สุด โดยไม่พยายามปัดให้เข้าเลขที่อยากได้ จุดที่คนมักหลอกตัวเองคือการเลือกประเภทที่ “ฟังดูดี” แทนที่จะเลือกตามที่เห็นจริง ซึ่งทำให้การติดตามเสียความหมาย

ข้อควรระวังอีกอย่างคืออย่าให้การจดกลายเป็นความกังวลเกินเหตุ เป้าหมายของการ self-check คือการเข้าใจร่างกายตัวเองและจับการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายได้เร็วขึ้น ไม่ใช่การตรวจจับทุกความผันผวนเล็กน้อยแล้วตื่นตระหนก หากพบว่าการจดทำให้เครียดหรือหมกมุ่น การบันทึกเป็นช่วง ๆ เช่น สัปดาห์ละครั้งเมื่อกำลังปรับพฤติกรรม ก็เพียงพอสำหรับคนส่วนใหญ่

แนวคิด 7-Day Stool Diary

การดูอุจจาระวันเดียวให้ข้อมูลน้อย เพราะมันผันผวนตามอาหารและกิจวัตรได้มาก การบันทึกต่อเนื่องราวหนึ่งสัปดาห์จึงช่วยให้เห็น “ภาพรวมและความแปรปรวน” ได้ดีกว่า แนวคิดของ 7-Day Stool Diary คือจดสามอย่างในแต่ละวัน ได้แก่ ประเภทตาม BSS ความถี่ของการขับถ่าย และปัจจัยร่วมที่น่าจะเกี่ยวข้อง เมื่อครบสัปดาห์จึงย้อนดูว่ามีรูปแบบอะไรโผล่มาบ้าง เช่น วันที่ดื่มน้ำน้อยมักได้ประเภทต่ำ หรือช่วงเครียดงานมักเอนไปทางประเภทสูง

ประโยชน์ของไดอารี่ยังรวมถึงการสื่อสารกับแพทย์ หากคุณตัดสินใจไปพบแพทย์ ข้อมูลหนึ่งสัปดาห์ช่วยให้เล่าอาการได้ครบและเป็นรูปธรรม แทนการนึกย้อนแบบคลุมเครือ อย่างไรก็ตาม ไดอารี่เป็นเครื่องมือช่วยสังเกต ไม่ใช่เครื่องมือรักษา และไม่ควรใช้เพื่อทดลองเพิ่มหรือลดสิ่งต่าง ๆ อย่างสุดโต่งด้วยตัวเองเมื่อมีอาการที่น่ากังวล

อะไรทำให้ประเภทเปลี่ยนในแต่ละวัน

เข้าใจปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขขยับ จะช่วยให้อ่านไดอารี่ได้อย่างมีเหตุผลและไม่ตื่นตระหนกเกินไป ปัจจัยที่พบบ่อยที่สุดคือ น้ำ เมื่อร่างกายขาดน้ำ ลำไส้ใหญ่จะดูดน้ำกลับมากขึ้นและอุจจาระมีแนวโน้มแข็งลง (เอนไปประเภท 1-2) ถัดมาคือ ใยอาหาร ปริมาณและชนิดของใยอาหารมีผลต่อมวลและความนุ่มของอุจจาระ อ่านความต่างของใยอาหารได้ที่ ใยอาหารละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ และแหล่งอาหารพรีไบโอติกที่ อาหารพรีไบโอติก

ปัจจัยอื่นที่มีผลได้แก่ การเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งสัมพันธ์กับการเคลื่อนตัวของลำไส้ ความเครียดและการนอน ผ่านการทำงานของระบบประสาทที่เชื่อมกับลำไส้ การเดินทางและการเปลี่ยนกิจวัตร ที่รบกวนจังหวะการขับถ่ายเดิม และ ยาบางชนิด เช่น ยาที่มีผลต่อการเคลื่อนตัวของลำไส้ ทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่าทำไมการดูวันเดียวจึงหลอกได้ง่าย และทำไมการมองแนวโน้มหลายวันจึงให้ภาพที่ตรงกว่า สำหรับการสร้างกิจวัตรขับถ่ายในตอนเช้า อ่านต่อได้ที่ กิจวัตรขับถ่ายตอนเช้า

สัญญาณเตือนที่ควรพบแพทย์

แม้ BSS จะเป็นเครื่องมือสังเกตที่ดี แต่มีสถานการณ์ที่ไม่ควรพึ่งการสังเกตตัวเองต่อ และควรไปพบแพทย์เพื่อประเมิน โดยเฉพาะเมื่อรูปแบบการขับถ่ายเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนและต่อเนื่องโดยไม่มีเหตุอธิบาย หรือมีอาการเตือนร่วม การเห็นประเภทผิดปกติเป็นครั้งคราวไม่ใช่เรื่องน่ากังวลในตัวมันเอง แต่สัญญาณด้านล่างคือเส้นแบ่งที่ควรหยุดสังเกตแล้วขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ

สัญญาณที่ควรพบแพทย์: มีเลือดปนอุจจาระหรือเลือดออกจากทวารหนัก อุจจาระสีดำคล้ำผิดปกติ ปวดท้องรุนแรงหรือต่อเนื่อง น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ ถ่ายเหลวเรื้อรังหรือถ่ายเหลวตอนกลางคืนจนต้องตื่น มีไข้ร่วม อาเจียน ไม่สามารถผายลมหรือถ่ายอุจจาระได้ หรือรูปแบบการขับถ่ายเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนและต่อเนื่องหลายสัปดาห์ — ดูสัญญาณเตือนทั้งหมด →
ขั้นตอนหลังใช้เครื่องมือ รวมสัญญาณที่ควรขอคำปรึกษา
ขั้นตอนหลังใช้เครื่องมือ รวมสัญญาณที่ควรขอคำปรึกษา

สำหรับผู้ที่มีแนวโน้มท้องผูกเป็นหลักและอยากเข้าใจว่าเมื่อไรควรกังวล อ่านรายละเอียดที่ ท้องผูกและสัญญาณเตือน ทั้งนี้เนื้อหาหน้านี้เป็นเรื่องการสังเกตในผู้ใหญ่ทั่วไป ไม่ได้ครอบคลุมการดูแลเฉพาะกลุ่ม เช่น เด็กหรือผู้สูงอายุ ซึ่งมีบริบทและข้อควรระวังต่างออกไป

คำถามที่พบบ่อย

Bristol Stool Scale ใช้วินิจฉัยโรคได้ไหม
ไม่ได้ BSS เป็นเครื่องมือสังเกตลักษณะอุจจาระเพื่อสื่อสารและติดตามแนวโน้ม ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัย การเห็นประเภทที่ผิดปกติในบางวันเป็นเรื่องที่พบได้ การวินิจฉัยโรคต้องอาศัยการประเมินโดยแพทย์ร่วมกับข้อมูลอื่น
อุจจาระประเภทไหนคือปกติ
โดยทั่วไปประเภท 3 และ 4 ซึ่งเป็นลักษณะคล้ายไส้กรอกที่นิ่มและขับถ่ายง่าย ถือเป็นลักษณะที่ต้องการ แต่ “ปกติ” ของแต่ละคนต่างกัน สิ่งที่มีความหมายมากกว่าตัวเลขวันเดียวคือแนวโน้มของตัวเองเมื่อเทียบกับภาวะปกติเดิม
ต้องบันทึกกี่วันถึงจะพอ
การบันทึกราว 7 วันช่วยให้เห็นภาพรวมและความแปรปรวนตามอาหาร น้ำ และกิจวัตร ดีกว่าการดูวันเดียว หากต้องการติดตามการเปลี่ยนแปลงหลังปรับพฤติกรรม อาจบันทึกต่อเนื่องเป็นสัปดาห์เพื่อเทียบก่อน-หลัง
เห็นประเภท 1 หรือ 7 แค่วันเดียวต้องกังวลไหม
การเห็นประเภทแข็งมากหรือเหลวมากเป็นครั้งคราวมักสัมพันธ์กับอาหาร น้ำ หรือความเครียดชั่วคราว สิ่งที่ควรใส่ใจคือรูปแบบที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง หรือมีสัญญาณเตือนร่วม เช่น เลือดปน น้ำหนักลด ปวดท้องรุนแรง ซึ่งควรพบแพทย์

แหล่งอ้างอิงหลัก

  1. ลิงก์หลักฐานที่ตรวจสอบได้
  2. EVID-027: The Bristol stool form scale as a useful guide to intestinal transit time (1997)
  3. EVID-008: NIDDK: Symptoms & Causes of Constipation (2018)
จัดทำโดย กองบรรณาธิการลำไส้ดี.com · ทบทวนล่าสุด 20 กรกฎาคม 2026 · เนื้อหานี้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล