FIT Test คัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในไทย ตรวจอย่างไร ใครควรตรวจ
FIT Test คือการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระเพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ในไทยอยู่ในสิทธิประโยชน์ให้คนอายุ 50–70 ปีตรวจฟรีทุก 2 ปี หน้านี้อธิบายวิธีตรวจ ความหมายของผล และเหตุผลที่ผลผิดปกติยังไม่ใช่การวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง

สารบัญหน้านี้
มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในคนไทย และเป็นหนึ่งในมะเร็งไม่กี่ชนิดที่มีการตรวจคัดกรองในคนที่ยังไม่มีอาการเพื่อค้นหาความผิดปกติตั้งแต่ระยะแรก หน้านี้อธิบายว่า FIT Test ทำงานอย่างไร ใครอยู่ในกลุ่มเป้าหมายของโครงการในไทย และควรเข้าใจผลตรวจอย่างไรโดยไม่ตื่นตระหนกและไม่ประมาท
เนื้อหานี้เพื่อการศึกษา อ้างอิงแนวทางของสถาบันมะเร็งแห่งชาติและแหล่งวิชาการ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล การตัดสินใจตรวจ การแปลผล และการดูแลต่อควรทำร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์
เข้าใจ FIT Test ตั้งแต่หลักการ ถึงการแปลผลอย่างมีสติ
FIT Test คืออะไร และตรวจหาอะไร
FIT ย่อมาจาก Fecal Immunochemical Test หรือการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระด้วยวิธีทางภูมิคุ้มกันวิทยา หลักการคือ ในระยะแรกของมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง รวมถึงติ่งเนื้อ (polyp) บางชนิดที่อาจกลายเป็นมะเร็งได้ อาจมีเลือดออกปริมาณเล็กน้อยปนมากับอุจจาระในระดับที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า FIT ใช้แอนติบอดีที่จับกับฮีโมโกลบินของเลือดมนุษย์โดยเฉพาะ จึงบอกได้ว่าตัวอย่างอุจจาระนั้นมีเลือดแฝงอยู่หรือไม่
สิ่งที่ต้องเข้าใจตั้งแต่ต้นคือ FIT เป็นเครื่องมือ คัดกรอง (screening) ไม่ใช่การ วินิจฉัย (diagnosis) การคัดกรองมีเป้าหมายเพื่อ “แยกกลุ่ม” คนจำนวนมากที่ยังไม่มีอาการ ออกเป็นกลุ่มที่ควรตรวจเพิ่มกับกลุ่มที่ยังไม่จำเป็น ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อบอกว่าเป็นโรคอะไร การตรวจนี้จึงไม่สามารถระบุได้ว่าเลือดที่พบมาจากมะเร็ง ติ่งเนื้อ ริดสีดวงทวาร หรือสาเหตุอื่น การหาสาเหตุที่แท้จริงต้องอาศัยการตรวจขั้นถัดไป
โครงการคัดกรองของไทย และใครควรตรวจ
ในประเทศไทย การคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงด้วย FIT Test ถูกจัดเป็นสิทธิประโยชน์ระดับประเทศ โดย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ และเครือข่ายบริการสุขภาพในพื้นที่ กลุ่มเป้าหมายหลักคือ คนไทยอายุ 50–70 ปี ที่ยังไม่มีอาการ โดยครอบคลุม ทุกสิทธิการรักษา ไม่จำกัดเฉพาะสิทธิบัตรทอง และให้ตรวจ ฟรี 1 ครั้ง ทุก 2 ปี เหตุที่ใช้รอบทุก 2 ปีเพราะเป็นความถี่ที่สมดุลระหว่างโอกาสตรวจพบความผิดปกติได้ทันกับการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมในระดับประชากร
เหตุผลที่ใช้ช่วงอายุ 50–70 ปีเป็นกลุ่มเป้าหมาย เพราะความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเพิ่มขึ้นตามอายุ การคัดกรองในกลุ่มที่มีความเสี่ยงตามวัยแต่ยังไม่มีอาการ จึงมีโอกาสค้นพบรอยโรคระยะแรกได้มากกว่า ทั้งนี้ตัวเลขจากการดำเนินโครงการสะท้อนว่าการคัดกรองในวงกว้างพบผลผิดปกติจำนวนไม่น้อย เช่น ในปีงบประมาณ 2568 มีผู้เข้ารับการคัดกรองกว่า 1.38 ล้านคน และพบผลผิดปกติราว 1 แสนราย หรือประมาณร้อยละ 7 ซึ่งทุกรายที่ผลผิดปกติจำเป็นต้องได้รับการตรวจยืนยันต่อ ไม่ใช่ทุกรายเป็นมะเร็ง
ตรวจอย่างไร และต้องงดอาหารไหม
ข้อดีสำคัญของ FIT คือทำได้ง่ายและไม่รบกวนชีวิตประจำวันมาก ผู้เข้ารับการตรวจจะได้รับ ชุดเก็บตัวอย่างอุจจาระ เพื่อเก็บที่บ้านตามคำแนะนำในชุดตรวจ แล้วนำหรือส่งกลับไปยังหน่วยบริการหรือห้องปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์ เนื่องจาก FIT ใช้แอนติบอดีที่จำเพาะต่อฮีโมโกลบินของมนุษย์ จึง ไม่ต้องงดอาหาร ไม่ต้องงดเนื้อสัตว์ และไม่ต้องหยุดยาตามปกติ เหมือนการตรวจอุจจาระด้วยวิธีทางเคมีแบบเก่า (guaiac-based) ที่อาจถูกรบกวนจากอาหารบางชนิด อย่างไรก็ตาม ควรทำตามคำแนะนำเฉพาะของหน่วยบริการที่ให้ชุดตรวจ เพราะรายละเอียดการเก็บ การเก็บรักษา และการนำส่งอาจต่างกันเล็กน้อย และมีผลต่อความแม่นยำของผล
เพราะเป็นการตรวจที่บ้าน จึงควรใส่ใจการเก็บตัวอย่างให้ถูกวิธีและนำส่งภายในเวลาที่กำหนด ตัวอย่างที่เก็บไม่ถูกต้องหรือทิ้งไว้นานเกินไปอาจทำให้ผลคลาดเคลื่อน หากไม่แน่ใจขั้นตอนใด ควรสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อนเก็บตัวอย่าง
ผลบวก (ผิดปกติ) ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็ง
นี่คือจุดที่ทำให้หลายคนตกใจเกินเหตุ ผล FIT ที่ เป็นบวกหรือผิดปกติ หมายความเพียงว่าตรวจพบเลือดแฝงในตัวอย่างอุจจาระ ซึ่งเลือดนั้นอาจมาจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ริดสีดวงทวาร แผลหรือรอยถลอกในทางเดินอาหาร ติ่งเนื้อที่ไม่ใช่มะเร็ง ไปจนถึงรอยโรคที่ต้องตรวจเพิ่มเติม การมีเลือดแฝง ไม่เท่ากับ การเป็นมะเร็ง คนที่ผลผิดปกติส่วนใหญ่เมื่อตรวจยืนยันแล้วไม่ได้เป็นมะเร็ง แต่ทุกรายที่ผลผิดปกติควรได้รับการตรวจต่อ เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะรู้สาเหตุที่แท้จริง
ผล FIT เป็นบวก ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็ง
ในทางกลับกัน ผล FIT ที่ ปกติ (เป็นลบ) ก็ไม่ได้รับประกันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าไม่มีความผิดปกติ เพราะติ่งเนื้อหรือรอยโรคที่ยังไม่มีเลือดออกในช่วงที่เก็บตัวอย่าง อาจตรวจไม่พบ ด้วยเหตุนี้การคัดกรองจึงต้องทำ ซ้ำตามรอบ ไม่ใช่ตรวจครั้งเดียวแล้วมั่นใจตลอดไป และหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นระหว่างรอบ ไม่ควรรอรอบตรวจถัดไป
ขั้นตอนถัดไปเมื่อผลผิดปกติ
เมื่อผล FIT ผิดปกติ ขั้นตอนมาตรฐานคือการส่งต่อเพื่อ ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) ซึ่งเป็นการตรวจยืนยันที่ให้แพทย์มองเห็นผนังลำไส้ใหญ่ได้โดยตรง สามารถระบุตำแหน่งของรอยโรค ตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ หรือตัดติ่งเนื้อออกในคราวเดียวได้หากพบ การส่องกล้องจึงเป็นขั้นที่เปลี่ยนจาก “สงสัยเพราะมีเลือดแฝง” ไปสู่ “รู้ว่าเป็นอะไร” การไปตรวจต่อตามการนัดหมายจึงสำคัญมาก เพราะการตรวจพบและจัดการรอยโรคตั้งแต่ระยะแรกสัมพันธ์กับผลการดูแลที่ดีกว่า
การส่องกล้องต้องมีการเตรียมลำไส้และการดูแลระหว่างหัตถการที่ต่างจาก FIT อย่างสิ้นเชิง หากได้รับการนัดส่องกล้อง ควรทำความเข้าใจการเตรียมตัวล่วงหน้า อ่านรายละเอียดได้ที่ ส่องกล้องลำไส้ใหญ่เตรียมตัวอย่างไร และเข้าใจภาพรวมความเสี่ยงและการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ที่ มะเร็งลำไส้ใหญ่ในไทย ความเสี่ยงและการป้องกัน
ถ้ามีอาการหรือความเสี่ยงสูง อย่ารอคัดกรอง
การคัดกรองด้วย FIT ออกแบบมาสำหรับคนที่ ยังไม่มีอาการ ตรรกะทั้งหมดของการคัดกรองคือการค้นหาความผิดปกติในคนที่ดูสุขภาพดี หากคุณ มีอาการผิดปกติอยู่แล้ว เช่น ถ่ายเป็นเลือดหรือมีเลือดปนอุจจาระ การขับถ่ายเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ท้องผูกสลับท้องเสียผิดปกติ ปวดท้องเรื้อรัง น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ หรือซีดจากภาวะโลหิตจางที่หาสาเหตุไม่ได้ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การซื้อชุด FIT มาตรวจเอง แต่คือการ พบแพทย์เพื่อประเมินโดยตรง เพราะเมื่อมีอาการแล้ว การตรวจที่เหมาะสมมักเป็นการตรวจวินิจฉัย ไม่ใช่การคัดกรอง
เช่นเดียวกัน ผู้ที่มี ความเสี่ยงสูงกว่าประชากรทั่วไป เช่น มีประวัติครอบครัวสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ เคยมีติ่งเนื้อ หรือมีภาวะลำไส้อักเสบเรื้อรังบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตรวจที่เหมาะกับความเสี่ยงของตนเอง ซึ่งอาจต่างจากเกณฑ์คัดกรองทั่วไป การใช้ FIT เพียงอย่างเดียวในคนกลุ่มนี้อาจไม่เพียงพอ
ข้อจำกัดของ FIT ที่ควรเข้าใจ
เพื่อให้ใช้ FIT อย่างเหมาะสม ควรเข้าใจข้อจำกัดของมันด้วย ประการแรก FIT ตรวจหาเลือดแฝง จึงอาจ ไม่พบติ่งเนื้อหรือรอยโรคที่ยังไม่มีเลือดออก ในช่วงเก็บตัวอย่าง ทำให้เกิดผลลบลวง (false negative) ได้ ประการที่สอง เลือดแฝงที่พบอาจมาจากสาเหตุที่ไม่ใช่มะเร็ง ทำให้เกิดผลบวกที่ตรวจยืนยันแล้วไม่พบมะเร็ง (false positive) ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเครื่องมือคัดกรอง ประการที่สาม FIT ไม่ได้บอกตำแหน่งหรือระยะของโรค ทุกอย่างนี้ตอกย้ำว่า FIT เป็นด่านแรกของการคัดกรอง ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
ด้วยเหตุนี้ การตรวจตาม รอบเวลาอย่างสม่ำเสมอ จึงสำคัญกว่าการตรวจครั้งเดียว เพราะช่วยชดเชยโอกาสพลาดในแต่ละครั้ง และการมีระบบส่งต่อไปส่องกล้องเมื่อผลผิดปกติ คือสิ่งที่ทำให้การคัดกรองมีคุณค่าจริง การเข้าใจภาพรวมนี้ช่วยให้ตัดสินใจเข้าร่วมคัดกรองได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ตื่นตระหนกกับผลผิดปกติ และไม่ประมาทกับผลปกติ
คำถามที่พบบ่อย
FIT Test ต้องงดอาหารหรืออดน้ำก่อนตรวจไหม
ผล FIT เป็นบวกแปลว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้วหรือไม่
ผล FIT ปกติ แปลว่าไม่เป็นมะเร็งแน่นอนไหม
มีอาการถ่ายเป็นเลือดอยู่แล้ว ควรทำ FIT เองไหม
แหล่งอ้างอิงหลัก
- ลิงก์หลักฐานที่ตรวจสอบได้
- EVID-019: IARC Global Cancer Observatory: Thailand fact sheet, GLOBOCAN 2024 (2026)
- EVID-020: สถาบันมะเร็งแห่งชาติ: แนวทางมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง (2026)
- EVID-013: NICE NG12: Suspected cancer recognition and referral (2026)