มะเร็งลำไส้ใหญ่ในคนไทย พบบ่อยแค่ไหน เสี่ยงจากอะไร และลดความเสี่ยงอย่างไร
มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในคนไทย หน้านี้รวบรวมภาระโรคจากข้อมูล IARC ปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยป้องกันตามหลักฐาน WCRF/AICR ความต่างระหว่างอาการเตือนกับการคัดกรอง และเหตุผลที่การลดความเสี่ยงไม่ใช่การรับประกัน

สารบัญหน้านี้
มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นเรื่องที่คนไทยควรรู้จักอย่างถูกต้อง ทั้งเพราะพบบ่อยและเพราะหลายอย่างเกี่ยวกับความเสี่ยงและการคัดกรองมักถูกเข้าใจผิด หน้านี้เรียบเรียงจากแหล่งข้อมูลระดับสากลเพื่อให้เห็นภาพรวมอย่างระมัดระวังและไม่เกินจริง
เนื้อหานี้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยหรือประเมินความเสี่ยงรายบุคคล และไม่มีการอ้างว่าอาหาร ผลิตภัณฑ์ หรือพฤติกรรมใดรักษาหรือป้องกันมะเร็งได้ หากมีอาการหรือข้อกังวล โปรดปรึกษาแพทย์
เข้าใจมะเร็งลำไส้ใหญ่อย่างถูกต้อง โดยไม่ตื่นตระหนกและไม่ประมาท
มะเร็งลำไส้ใหญ่ในคนไทยพบบ่อยแค่ไหน
มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง (colorectal cancer) เป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในคนไทย ตามข้อมูลประมาณการของ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยมะเร็ง (IARC) ผ่านระบบ Global Cancer Observatory (GLOBOCAN 2024) ซึ่งเป็นชุดข้อมูลประมาณการภาระมะเร็งของแต่ละประเทศ เมื่อพิจารณาข้อมูลของประเทศไทย มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงติดอยู่ในกลุ่มมะเร็งอันดับต้น ๆ ของประเทศ โดยจัดเป็นอันดับที่ 4 เมื่อดูจำนวนผู้ป่วยรายใหม่รวมทั้งสองเพศ ด้วยจำนวนผู้ป่วยใหม่ประมาณ 20,870 รายในปี 2024 และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งในอันดับต้น ๆ ของประเทศเช่นกัน
เมื่อแยกตามเพศ ภาพยิ่งชัดว่าเรื่องนี้ใกล้ตัว ในผู้ชายไทย มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่พบมากเป็น อันดับ 3 รองจากมะเร็งตับและมะเร็งปอด ส่วนในผู้หญิงไทยพบมากเป็น อันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าประมาณการเชิงแบบจำลอง ไม่ใช่การนับผู้ป่วยจริงรายคน จึงอาจต่างจากทะเบียนมะเร็งเฉพาะพื้นที่บ้าง แต่ก็สะท้อนว่ามะเร็งชนิดนี้เป็นภาระสำคัญของระบบสุขภาพไทย และเป็นเหตุผลที่ความรู้เรื่องความเสี่ยงและการคัดกรองมีความหมายในระดับประชากร
มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงคืออะไร
มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเกิดจากเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ใหญ่ (colon) หรือไส้ตรง (rectum) เจริญผิดปกติจนกลายเป็นเนื้อร้าย จุดที่สำคัญต่อการเข้าใจโรคนี้คือ มะเร็งส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ค่อย ๆ พัฒนามาจาก ติ่งเนื้อ (polyp) ที่ผนังลำไส้ ซึ่งในระยะแรกไม่ใช่มะเร็งและไม่มีอาการ ติ่งเนื้อบางชนิดใช้เวลาหลายปีกว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็นอันตราย ช่วงเวลานี้เองที่ทำให้แนวคิดการคัดกรองมีความหมาย เพราะการตรวจพบและจัดการติ่งเนื้อหรือรอยโรคระยะแรกมีโอกาสเปลี่ยนผลลัพธ์ได้มากกว่าเมื่อโรคลุกลามแล้ว
เพราะกระบวนการนี้ค่อยเป็นค่อยไปและเงียบ มะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะเริ่มต้นจึง มักไม่มีอาการเลย คนที่รู้สึกสบายดีจึงไม่ได้แปลว่าปลอดภัยโดยอัตโนมัติ นี่คือเหตุผลที่เราต้องแยกเรื่อง “ความเสี่ยง” “อาการ” และ “การคัดกรอง” ออกจากกันอย่างชัดเจน ซึ่งจะอธิบายต่อในหน้านี้
ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง
องค์กรที่ทบทวนหลักฐานด้านอาหาร โภชนาการ กิจกรรมทางกาย และมะเร็งอย่างเป็นระบบที่ได้รับการอ้างอิงมากที่สุดคือ World Cancer Research Fund ร่วมกับ American Institute for Cancer Research (WCRF/AICR) ผ่านโครงการทบทวนหลักฐานต่อเนื่อง (Continuous Update Project) รายงานของ WCRF/AICR จัดระดับความหนักแน่นของหลักฐานเป็นชั้น ๆ เช่น “หนักแน่น (convincing)” และ “น่าจะเป็นไปได้ (probable)” ทำให้เราสื่อสารได้ตรงกับน้ำหนักของหลักฐานจริง สำหรับปัจจัยที่ เพิ่ม ความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง หลักฐานสรุปได้ดังนี้
เนื้อสัตว์แปรรูป (processed meat) จัดเป็นปัจจัยที่มีหลักฐานหนักแน่นว่าเพิ่มความเสี่ยง เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน และเนื้อที่ผ่านการหมัก รมควัน หรือถนอมด้วยเกลือ/สารกันเสีย งานทบทวนพบว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามปริมาณที่กิน โดยประมาณการว่าเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 16 ต่อการกินเนื้อแปรรูปทุก 50 กรัมต่อวัน แอลกอฮอล์ เป็นอีกปัจจัยที่หลักฐานหนักแน่น โดยความเสี่ยงเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 7 ต่อปริมาณเอทานอลทุก 10 กรัมต่อวัน ซึ่งหมายความว่ายิ่งดื่มมากยิ่งเสี่ยงมาก และไม่มีระดับที่ระบุว่าปลอดภัยอย่างชัดเจน ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน (body fatness) สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นอย่างหนักแน่นเช่นกัน และ ส่วนสูงเมื่อโตเต็มวัย (adult attained height) ก็สัมพันธ์กับความเสี่ยง แม้จะเป็นเพียงตัวบ่งชี้ทางชีววิทยาที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวลหรือแก้ไข ส่วน เนื้อแดง (red meat) เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู จัดอยู่ในระดับ “น่าจะเพิ่มความเสี่ยง” จึงแนะนำให้จำกัดปริมาณ ไม่จำเป็นต้องงดเด็ดขาด
ปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยง
ด้านที่ให้ความหวังคือ มีปัจจัยหลายอย่างที่หลักฐานชี้ว่า สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ต่ำลง โดยส่วนใหญ่อยู่ในระดับ “น่าจะเป็นไปได้ (probable)” ธัญพืชไม่ขัดสี (whole grains) เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลวีต เป็นปัจจัยที่โดดเด่น โดยงานทบทวนประมาณการว่าความเสี่ยงลดลงราวร้อยละ 17 ต่อการกินธัญพืชไม่ขัดสีทุก 90 กรัมต่อวัน อาหารที่มีใยอาหาร (foods containing dietary fibre) โดยรวมสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ต่ำลง ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของใยอาหารต่อสุขภาพลำไส้ในภาพกว้าง ผลิตภัณฑ์นมและแคลเซียม ก็อยู่ในกลุ่มปัจจัยที่น่าจะช่วยลดความเสี่ยง และ การมีกิจกรรมทางกาย (physical activity) สัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ (ส่วน colon) ที่ต่ำลง โดยผู้ที่มีกิจกรรมทางกายมากมีความเสี่ยงต่ำกว่าผู้ที่เคลื่อนไหวน้อย
ต้องเน้นย้ำสองอย่างเกี่ยวกับปัจจัยป้องกันเหล่านี้ อย่างแรก สิ่งเหล่านี้เป็นความสัมพันธ์ในระดับประชากร ไม่ใช่คำรับรองว่าใครกินธัญพืชไม่ขัดสีแล้วจะไม่เป็นมะเร็ง อย่างที่สอง หลักฐานนี้พูดถึง รูปแบบอาหารและวิถีชีวิตโดยรวม ไม่ได้พูดถึงอาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์ใดเป็นตัวป้องกันมะเร็ง การกินอาหารหลากหลายที่มีใยอาหารเพียงพอจากอาหารจริงจึงเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักฐานมากกว่าการพึ่งผลิตภัณฑ์ หากอยากเข้าใจว่าจะเพิ่มใยอาหารจากอาหารอย่างไร อ่านต่อได้ที่หน้าเกี่ยวกับใยอาหารและการขับถ่ายในเว็บนี้ และดูภาพรวมสุขภาพลำไส้ที่ จุลินทรีย์ในลำไส้กับลำไส้ที่ดี
ปัจจัยเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
นอกจากอาหารและวิถีชีวิตแล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่เราควบคุมไม่ได้และควรรู้จัก เพื่อประเมินว่าตนเองอยู่ในกลุ่มที่ควรใส่ใจการคัดกรองเป็นพิเศษหรือไม่ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ อายุ ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุ และผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นวัยกลางคนขึ้นไป อย่างไรก็ตาม โรคนี้พบในคนอายุน้อยได้ และหลายประเทศรายงานแนวโน้มการพบในคนอายุน้อยเพิ่มขึ้น จึงไม่ควรคิดว่าอายุน้อยแล้วปลอดภัยเสมอไป
ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้อื่น ๆ ได้แก่ ประวัติครอบครัว โดยผู้ที่มีญาติสายตรงเคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมีติ่งเนื้อบางชนิดมีความเสี่ยงสูงกว่า กลุ่มอาการทางพันธุกรรม บางอย่าง เช่น กลุ่มอาการ Lynch หรือ familial adenomatous polyposis ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงอย่างมาก ประวัติเป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เช่น ulcerative colitis หรือ Crohn's disease ที่เป็นมานาน และปัจจัยอื่นที่มีการศึกษา เช่น การสูบบุหรี่และภาวะเบาหวานชนิดที่ 2 ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับแนวทางและช่วงเวลาที่เหมาะสมในการคัดกรอง ซึ่งอาจต่างจากคนทั่วไป
อาการเตือน ต่างจากการคัดกรองอย่างไร
นี่คือจุดที่มักเข้าใจผิดมากที่สุด และเป็นหัวใจของการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง อาการเตือน คือสิ่งที่ทำให้คุณต้องไปพบแพทย์เพื่อ ประเมินหาสาเหตุ ไม่ใช่ไปคัดกรอง อาการที่ควรใส่ใจ ได้แก่ เลือดปนอุจจาระหรือเลือดออกจากทวารหนัก การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขับถ่ายที่เป็นต่อเนื่องหลายสัปดาห์ เช่น ท้องผูกสลับท้องเสียหรือลำอุจจาระเล็กลง ปวดท้องหรือแน่นท้องเรื้อรัง รู้สึกถ่ายไม่สุด น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ และอ่อนเพลียหรือซีดจากภาวะโลหิตจางที่หาสาเหตุไม่ได้ อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งเสมอไป เพราะพบในภาวะอื่นได้มาก แต่เป็นสัญญาณว่าควรได้รับการตรวจ ไม่ใช่รอดูเอง
ในทางกลับกัน การคัดกรอง (screening) ออกแบบมาสำหรับผู้ที่ ยังไม่มีอาการ เป้าหมายคือค้นหาความผิดปกติหรือติ่งเนื้อตั้งแต่ก่อนแสดงอาการ เพราะดังที่กล่าวไปว่ามะเร็งระยะแรกมักเงียบ การรอให้มีอาการแล้วค่อยตรวจจึงอาจช้ากว่าที่ควร ความเข้าใจนี้สำคัญมาก เพราะหลายคนคิดว่า “ยังไม่มีอาการก็ยังไม่ต้องตรวจ” ซึ่งเป็นความเข้าใจที่กลับด้านกับหลักการคัดกรอง
การคัดกรอง ไม่ใช่การวินิจฉัย
เมื่อพูดถึงการคัดกรอง มีอีกความเข้าใจผิดที่ต้องแก้ นั่นคือ การคัดกรองไม่ใช่การวินิจฉัย การคัดกรองที่ใช้กันแพร่หลายอย่างหนึ่งคือการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระด้วยวิธีทางภูมิคุ้มกัน (FIT) ซึ่งเป็นการตรวจเบื้องต้นเพื่อดูว่าควรตรวจต่อหรือไม่ ผลที่ “ผิดปกติ” หรือ “ให้ผลบวก” ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็ง เพราะเลือดแฝงในอุจจาระเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ริดสีดวงทวาร ติ่งเนื้อที่ไม่ใช่มะเร็ง หรือการอักเสบ สิ่งที่ผลบวกบอกคือควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุ ซึ่งมาตรฐานมักเป็นการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) ที่สามารถมองเห็นผนังลำไส้โดยตรงและเก็บชิ้นเนื้อหรือตัดติ่งเนื้อได้
ในทำนองเดียวกัน ผลคัดกรองที่ “ปกติ” ก็ไม่ได้รับประกันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าไม่มีอะไร เพราะการตรวจทุกชนิดมีข้อจำกัด นี่คือเหตุผลที่การคัดกรองเป็น กระบวนการต่อเนื่องตามช่วงเวลา ไม่ใช่การตรวจครั้งเดียวจบ หากคุณกำลังพิจารณาการคัดกรองหรือได้รับคำแนะนำให้ส่องกล้อง อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การตรวจ FIT คัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ และการเตรียมตัวส่องกล้องที่ การเตรียมตัวส่องกล้องลำไส้ใหญ่
“ผลตรวจเลือดแฝงเป็นบวก” ไม่ได้หมายความว่า…
ลดความเสี่ยงได้ แต่ไม่ใช่การรับประกัน
ข้อความปิดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ การลดความเสี่ยงมีขอบเขต แม้เราจะกินอาหารหลากหลาย มีใยอาหารเพียงพอ จำกัดเนื้อแปรรูปและแอลกอฮอล์ รักษาน้ำหนักให้เหมาะสม และเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้ช่วย ลดความเสี่ยง ในระดับประชากร แต่ ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงเป็นศูนย์ เพราะยังมีปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่น อายุ พันธุกรรม และประวัติครอบครัว ด้วยเหตุนี้ วิถีชีวิตที่ดีจึงไม่ได้ทดแทนการคัดกรอง และการคัดกรองก็ไม่ได้ทดแทนการดูแลตัวเอง ทั้งสองอย่างทำงานร่วมกัน
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือคำโฆษณาที่อ้างว่าอาหาร เครื่องดื่ม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใด “ป้องกัน” หรือ “ล้างสารพิษ” เพื่อกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพราะไม่มีหลักฐานรองรับคำกล่าวอ้างเหล่านั้น และอาจทำให้คนละเลยแนวทางที่มีหลักฐานจริง เช่น การคัดกรองตามอายุและการพบแพทย์เมื่อมีอาการ แนวทางที่สมเหตุสมผลคือ ดูแลรูปแบบการกินและวิถีชีวิตจากพื้นฐาน รู้จักสัญญาณเตือน และปรึกษาแพทย์เรื่องการคัดกรองที่เหมาะกับอายุและความเสี่ยงของตนเอง
คำถามที่พบบ่อย
มะเร็งลำไส้ใหญ่พบบ่อยแค่ไหนในคนไทย
กินอาหารบางอย่างแล้วป้องกันมะเร็งลำไส้ได้ไหม
ผลตรวจคัดกรองผิดปกติแปลว่าเป็นมะเร็งหรือไม่
ไม่มีอาการแปลว่าไม่ต้องกังวลใช่ไหม
อายุน้อยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ไหม
แหล่งอ้างอิงหลัก
- ลิงก์หลักฐานที่ตรวจสอบได้
- EVID-019: IARC Global Cancer Observatory: Thailand fact sheet, GLOBOCAN 2024 (2026)
- EVID-020: สถาบันมะเร็งแห่งชาติ: แนวทางมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง (2026)
- EVID-021: World Cancer Research Fund: bowel cancer causes (2026)
- EVID-013: NICE NG12: Suspected cancer recognition and referral (2026)