Synbiotic คืออะไร จำเป็นต้องกิน Prebiotic กับ Probiotic คู่กันไหม
Synbiotic ตามนิยาม ISAPP 2020 คือส่วนผสมของจุลินทรีย์มีชีวิตและสารตั้งต้นที่จุลินทรีย์ของผู้รับเลือกใช้ ซึ่งร่วมกันก่อประโยชน์ต่อสุขภาพ หน้านี้อธิบายว่า synbiotic ต่างจากการกินพรีไบโอติกและโพรไบโอติกแยกกันอย่างไร และตอบว่าจำเป็นต้องกินคู่กันเสมอไหม

สารบัญหน้านี้
คำว่า synbiotic โผล่บนฉลากมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมคำโฆษณาว่า “ครบทั้งพรีและโพร” แต่ในทางวิชาการ synbiotic มีนิยามที่จำเพาะกว่าการเอาสองอย่างมารวมกัน หน้านี้อธิบายนิยามล่าสุดและช่วยตอบคำถามที่คนถามบ่อยว่าจำเป็นต้องกินคู่กันไหม
เนื้อหานี้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล และไม่ได้ผูกกับการรักษา ป้องกัน หรือลดความเสี่ยงของโรคใด
จากคำโฆษณา “ครบทั้งพรีและโพร” สู่ความเข้าใจ synbiotic ที่ถูกต้อง
Synbiotic คืออะไร ตามนิยาม ISAPP 2020
คำว่า synbiotic เกิดจากการรวมแนวคิดของ “พรีไบโอติก” และ “โพรไบโอติก” เข้าด้วยกัน แต่ในทางวิชาการมันไม่ได้แปลว่าเอาสองอย่างมาวางไว้ด้วยกันเฉย ๆ ในปี 2020 คณะผู้เชี่ยวชาญของ International Scientific Association for Probiotics and Prebiotics (ISAPP) นำโดย Kelly Swanson ได้เผยแพร่ฉันทามติที่ให้นิยาม synbiotic ไว้ว่าเป็น “ส่วนผสมที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์มีชีวิตและสารตั้งต้นที่ถูกจุลินทรีย์ของผู้รับเลือกใช้ ซึ่งก่อประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้รับ” ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Reviews Gastroenterology & Hepatology
หัวใจของนิยามนี้คือคำว่า “ก่อประโยชน์ต่อสุขภาพ” ซึ่งต้องมีหลักฐานสนับสนุน ไม่ใช่แค่การอ้างว่าส่วนประกอบสองอย่างน่าจะดีเมื่ออยู่ด้วยกัน นิยามนี้จึงยกระดับคำว่า synbiotic จากคำการตลาดให้กลายเป็นคำที่มีเกณฑ์ชัดเจน ก่อนหน้านี้คำนี้ถูกใช้อย่างหลวม ๆ จน ISAPP เห็นว่าจำเป็นต้องวางกรอบให้ตรงกัน เพื่อให้ทั้งงานวิจัยและผู้บริโภคสื่อสารบนความหมายเดียวกัน หากยังไม่ชัดว่าพรีไบโอติกและโพรไบโอติกต่างกันอย่างไร อ่านพื้นฐานก่อนได้ที่ Prebiotic ต่างจาก Probiotic อย่างไร และทำความเข้าใจพรีไบโอติกชนิดที่พบบ่อยอย่าง FOS ได้ที่ FOS คืออะไร
สองแบบ complementary และ synergistic
ฉันทามติ 2020 แบ่ง synbiotic ออกเป็นสองประเภทเพื่อให้เห็นภาพการออกแบบที่ต่างกัน ประเภทแรกคือ complementary synbiotic ซึ่งเกิดจากการนำโพรไบโอติกและพรีไบโอติกที่แต่ละอย่าง “ผ่านเกณฑ์ของตนเองอยู่แล้ว” มารวมกัน กล่าวคือ ตัวจุลินทรีย์เข้าเกณฑ์เป็นโพรไบโอติกได้เดี่ยว ๆ และสารตั้งต้นเข้าเกณฑ์เป็นพรีไบโอติกได้เดี่ยว ๆ ในแบบนี้ สารตั้งต้นมักตั้งเป้าไปที่จุลินทรีย์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในลำไส้ของผู้รับ ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเดียวกับจุลินทรีย์ที่ให้มาพร้อมกัน
ประเภทที่สองคือ synergistic synbiotic ซึ่งออกแบบให้สารตั้งต้นถูกใช้โดยจุลินทรีย์ที่ให้มา “พร้อมกัน” โดยเฉพาะ จุดต่างสำคัญคือในแบบนี้ ส่วนประกอบแต่ละตัว ไม่จำเป็น ต้องผ่านเกณฑ์เป็นโพรไบโอติกหรือพรีไบโอติกแบบเดี่ยว ๆ ขอเพียงการรวมกันนั้นก่อประโยชน์ต่อสุขภาพได้ แนวคิดคือเลือกคู่จุลินทรีย์และอาหารของมันให้ทำงานเข้าขากัน เหมือนพาเมล็ดพันธุ์มาพร้อมปุ๋ยที่มันชอบ
ทำไมการผสมสองอย่างยังไม่ใช่ synbiotic เสมอไป
จุดที่ผู้บริโภคควรระวังมากที่สุดคือการเข้าใจว่า “มีทั้งพรีไบโอติกและโพรไบโอติกอยู่ในซองเดียว = เป็น synbiotic” ตามนิยาม ISAPP การอยู่ในผลิตภัณฑ์เดียวกันไม่ได้ทำให้ส่วนผสมกลายเป็น synbiotic โดยอัตโนมัติ เพราะเงื่อนไขสำคัญคือต้องมีหลักฐานว่าการรวมกันนั้น ก่อประโยชน์ต่อสุขภาพ ไม่ใช่แค่ประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดตามทฤษฎี หากผลิตภัณฑ์เพียงใส่สองอย่างรวมกันโดยไม่มีข้อมูลว่าทำงานร่วมกันได้จริง มันก็เป็นเพียง “ส่วนผสมของพรีไบโอติกและโพรไบโอติก” ไม่ใช่ synbiotic ในความหมายทางวิชาการ
ความแตกต่างนี้มีความหมายในทางปฏิบัติ เพราะคำโฆษณาบางแบบใช้คำว่า synbiotic เพื่อสร้างความรู้สึกว่าครบถ้วนและเหนือกว่า ทั้งที่หลักฐานเบื้องหลังอาจยังไม่ได้พิสูจน์การทำงานร่วมกัน การรู้เท่าทันจุดนี้ช่วยให้อ่านฉลากอย่างมีวิจารณญาณ อ่านต่อเรื่องคำโฆษณาที่ควรระวังได้ที่ คำโฆษณา Prebiotic ที่ควรระวัง และเรื่องจำนวนจุลินทรีย์ที่มักถูกใช้การตลาดที่ CFU คืออะไร ตัวเลขมากกว่าดีกว่าไหม
จำเป็นต้องกินพรีไบโอติกกับโพรไบโอติกคู่กันไหม
คำตอบตรง ๆ คือ ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน แนวคิดเบื้องหลัง synbiotic คือหวังให้สารตั้งต้นช่วยสนับสนุนจุลินทรีย์ที่ให้เข้าไป หรือช่วยจุลินทรีย์ที่มีอยู่แล้วในลำไส้ ซึ่งฟังดูสมเหตุสมผลในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติ ประโยชน์ที่แต่ละคนจะได้รับขึ้นกับหลายปัจจัย ทั้งชนิดและปริมาณของส่วนประกอบ สภาพจุลินทรีย์เดิมของแต่ละคน และเป้าหมายที่ต้องการ คนจำนวนมากได้รับพรีไบโอติกและจุลินทรีย์ที่หลากหลายจากอาหารประจำวันอยู่แล้ว โดยไม่ต้องพึ่งผลิตภัณฑ์ที่รวมสองอย่างไว้
หลักคิดที่ปลอดภัยคือเริ่มจากพื้นฐานก่อน นั่นคืออาหารที่หลากหลาย ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และถั่ว ซึ่งให้ทั้งใยอาหารและสารตั้งต้นตามธรรมชาติ อ่านเหตุผลที่ควรเริ่มจากอาหารได้ที่ Fiber, Prebiotic และ FOS ต่างกันอย่างไร การพิจารณาผลิตภัณฑ์ synbiotic มีเหตุผลมากขึ้นเมื่อผลิตภัณฑ์นั้นระบุชัดว่าออกแบบให้ส่วนประกอบทำงานร่วมกันและมีหลักฐานสนับสนุน ไม่ใช่เพียงเพราะคำว่า synbiotic บนกล่องฟังดูครบถ้วนกว่า
คำว่า synbiotic บนฉลาก ไม่ได้หมายความว่าจำเป็นสำหรับทุกคน
วิธีคิดก่อนพิจารณาผลิตภัณฑ์ synbiotic
ถ้าตัดสินใจจะพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าเป็น synbiotic มีมุมที่ช่วยให้ประเมินอย่างมีเหตุผล ข้อแรกคือดูว่าระบุ “ชนิดและปริมาณ” ของทั้งจุลินทรีย์และสารตั้งต้นชัดเจนหรือไม่ ไม่ใช่แค่คำรวม ๆ ข้อสองคือเข้าใจว่าประโยชน์ที่ผลิตภัณฑ์อ้างควรอิงหลักฐานของ “ส่วนผสมนั้น ๆ” ไม่ใช่การนำผลของส่วนประกอบเดี่ยวมาอ้างรวมกัน และข้อสามคือตั้งความคาดหวังให้ตรงกับความจริง ผลตอบสนองต่างกันในแต่ละคน และไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่ควรถูกโฆษณาว่ารักษาหรือป้องกันโรค
สำหรับการอ่านฉลากอย่างเป็นระบบ ดูวิธีที่ อ่านฉลาก Prebiotic/FOS ท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเลือกกินอย่างเดียว กินแยก หรือพิจารณา synbiotic เป้าหมายควรเป็นการดูแลลำไส้บนพื้นฐานที่เข้าใจได้ ไม่ใช่การไล่ตามคำที่ฟังดูล้ำสมัยที่สุดบนกล่อง หากมีอาการทางเดินอาหารที่รบกวนต่อเนื่องหรือมีสัญญาณเตือน ควรปรึกษาแพทย์แทนการทดลองผลิตภัณฑ์เองไปเรื่อย ๆ
คำถามที่พบบ่อย
Synbiotic ต่างจากการกินพรีไบโอติกและโพรไบโอติกแยกกันอย่างไร
จำเป็นต้องกินพรีไบโอติกกับโพรไบโอติกคู่กันเสมอไหม
ผสมพรีไบโอติกกับโพรไบโอติกในซองเดียวถือเป็น synbiotic แล้วไหม
complementary กับ synergistic synbiotic ต่างกันอย่างไร
แหล่งอ้างอิงหลัก
- ลิงก์หลักฐานที่ตรวจสอบได้
- EVID-001: ISAPP consensus statement on the definition and scope of prebiotics (2017)
- EVID-002: ISAPP consensus statement on the scope and appropriate use of the term probiotic (2014)
- EVID-003: ISAPP consensus statement on the definition and scope of synbiotics (2020)